Untitled Document
เรื่อง
คำขวัญคำคม
โดย
ครูเรณู

คำกล่าวสั้นๆ อาจมีตั้งแต่วรรคเดียวหรือ 4 – 5 วรรค การแบ่งจังหวะของคำในวรรคหรือระหว่างวรรคมักมีจังหวะเท่าๆ กัน

                                                                                             คำขวัญ  

                                        ที่มาของภาพ :  www.lib.ru.ac.th/journal/jan/jan-DayForChild.html

             เป็นคำกล่าวสั้นๆ  อาจมีตั้งแต่วรรคเดียวหรือ  4 – 5 วรรค  การแบ่งจังหวะของคำในวรรคหรือระหว่างวรรคมักมีจังหวะเท่าๆ กัน  นิยมใช้คำที่คล้องจองกันทั้งสัมผัสสระและสัมผัสพยัญชนะ  โดยความหมายของคำขวัญจะเป็นไปในทางเชิญชวนให้ปฏิบัติตามมากกว่าจะเป็นการสั่งหรือบังคับ  หรืออาจใช้สำหรับการประชาสัมพันธ์ต่างๆ  การใช้ถ้อยคำที่คล้องจองกันมีส่วนทำให้คำขวัญนั้นมีลักษณะไม่เป็นทางการ  ช่วยให้น่าสนใจ  และจดจำได้ง่าย  เช่น  ยาบ้าอันตราย  คนเสพตาย  คนขายติดคุก  เสียเหงื่อให้กีฬาดีกว่าเสียน้ำตาให้ยาเสพติด
              1.1 หลักการใช้ภาษาในการเขียนคำขวัญ
                      การเขียนคำขวัญมีหลักเกณฑ์ทั่วไป  ดังนี้
                      1) ใช้ถ้อยคำสั้น  กะทัดรัด  มีการใช้คำตั้งแต่  2  คำขึ้นไป  แบ่งเป็นวรรคได้  ตั้งแต่  1 – 4 วรรค  เช่น
                             - ขยัน  ประหยัด  ซื่อสัตย์  อดทน
                             - งดเหล้าเข้าพรรษา
                             - ขับไม่โทร  โทรไม่ถือ  เพื่อความปลอดภัย
                      2) มีใจความสำคัญเพียงอย่างเดียว  เพื่อให้จดจำง่าย  เช่น
                              - ททบ. 5  นำคุณค่าสู่สังคมไทย
                              - หยาดเหงื่อทุกหยด  เพื่ออนาคตของลูก
                              - ช่อง  7  สี  ทีวีเพื่อคุณ
                     3) มีการแบ่งจังหวะคำสม่ำเสมอกัน
                              - หม้อข้าวหรู  คู่โต๊ะสวย
                              - เลิกเหล้า  เลิกจน   
                    4) มีการซ้ำคำ  การเล่นคำทั้งเสียงและสัมผัส  เช่น
                            - ลอรีอัล  คุณค่าที่คุณคู่ควร
                            - เมาแล้วขับ  ถูกจับแน่

                                      ที่มาของภาพ :  mazella_chocola.storythai.com/200704/

 

                       5) ถ้าเป็นคำขวัญโฆษณา  ต้องมีชื่อสินค้ากำกับ  เช่น                     
                            - S & P  ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย
              1.2 การใช้ถ้อยคำในการเขียนคำขวัญ
                    การเขียนคำขวัญมีลักษณะการใช้ถ้อยคำ  ดังนี้
                   1) คำขวัญที่ระบุชื่อกลุ่มผู้รับสารไว้ในคำขวัญ  เช่น
                        - เด็กดีเป็นศรีแก่ชาติ  เด็กฉลาดชาติเจริญ
                        - เยาวชนของชาติ  ต้องไม่เป็นทาสยาเสพติด
                   2) คำขวัญที่กล่าวขึ้นลอยๆ  โดยไม่มีประธานของประโยค  และไม่ระบุผู้รับสาร  แต่ผู้รับสารจะทราบได้เอง  เช่น
                        - โค้ก  รสชาติของคนรุ่นใหม่  (ผู้รับสาร  ได้แก่  ทุกคน)
                       - โลกสวยด้วยมือเรา  (ผู้รับสาร  ได้แก่  ทุกคน)
                   3) คำขวัญที่ประกาศสรรพคุณตรงๆ  เช่น  มาม่า  อร่อย  เป๊ปซี่  ดีที่สุด
            2. คำคม  เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะคมคาย  ให้ข้อคิด  โดยมีลักษณะการใช้ถ้อยคำล้อเสียงหรือนำเหตุการณ์ที่อยู่ในความสนใจของคนมาเรียบเรียงใหม่  (มักใช้พูดมากกว่าเขียน)  เช่น
                 1) คำคมที่มีลักษณะล้อเสียง  เช่น
                       - คนเราท้อได้แต่อย่าถอย
                      - คนเราล้มได้  แต่ล้มแล้วต้องลุก  ไม่ใช่ล้มแล้วเลิก
                 2) คำคมที่นำเอาเหตุการณ์ที่คนสนใจมาเรียบเรียงใหม่ เช่น
                     - “กทม.  ไม่ใช่สนามสำหรับฝึกงานสำหรับคนไม่มีประสบการณ์”
                          - “...กลับมาในครั้งนี้  ก็เหมือนเครื่องบินน้ำมันหมด  หาที่จอดไม่ได้ต้องมาจอดที่กรุงเทพฯ”
                3) คำคมที่เสนอแง่คิด
                     - ศิลปะยืนยาว     ชีวิตนั้นสั้น   (นิรนาม)
                      - เริ่มต้นไม่ดี     ย่อมลงท้ายไม่ดี  (ปรัชญากรีก)  
                3. คำสแลง  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน  พุทธศักราช  2542  อธิบายความหมายของคำสแลงไว้ว่า  ถ้อยคำหรือสำนวนที่ใช้เฉพาะกลุ่ม  หรือชั่วระยะเวลาหนึ่ง  โดยไม่ใช่ภาษาที่ยอมรับกันว่าถูกต้องตามหลักภาษา
                    3.1 ลักษณะของคำสแลง  สามารถแบ่งได้  5  ลักษณะ ดังนี้
                          1) การนำเอาคำหรือวลีที่มีอยู่แล้วในภาษามาใช้สื่อความหมายใหม่  เช่น
                              - ควาย ความหมายเดิม สัตว์เคี้ยวเอื้อง  รูปร่างใหญ่  ตัวสีดำ  หรือสีเทา  เขาโค้งยาว
                                คำสแลง มีความหมายว่า คำด่าคนที่เซ่อโง่
                             - ขึ้นคาน ความหมายเดิม ชักเรือขึ้นสู่คานเพื่อเก็บหรือซ่อม
                                 คำสแลง มีความหมายว่า หญิงไร้คู่แต่งงาน จนอายุมากขึ้นทุกที
                         2) สแลงอาจเกิดจากการสร้างคำขึ้นใหม่  เพื่อสื่อความหมายที่ต้องการ  เช่น
                              - ติ๊งต๊อง มีความหมายว่า บ้าๆ บอๆ  ไม่เต็มบาท
                               - เด๋อด๋า มีความหมายว่า เร่อร่า  ไม่เข้ากับกาลเทศะ
                         3) สแลงอาจเกิดจากภาษาถิ่นหรือภาษาอื่น  มาใช้แทนคำที่มีอยู่แล้วหรือนำคำดังกล่าวนี้มาใช้กับกลุ่มคนหรือสิ่งของที่มีลักษณะเฉพาะตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง   เซียน  อึ้งกิมกี่ อย่าให้แซ่ด
                         4) สแลงส่วนมากเป็นเรื่องเกี่ยวกับปัจจุบัน  สิ่งที่เกิดขึ้นประจำ  หรือเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  สแลงมักเป็นคำที่ใหม่อยู่เสมอ  เมื่อเวลาผ่านไปก็เลิกใช้  บางครั้งสแลงก็สามารถเป็นเครื่องชี้วัดได้ว่า  ผู้ใช้เป็นคนรุ่นใด
                               - เชย  มาจากลักษณะนิสัยของตัวละครชื่อ  เชย  ในหนังสือ  พลนิกร  กิมหงวน
                           5) สแลงเป็นภาษาที่ใช้กันเฉพาะกลุ่มที่มีความสนใจร่วมกัน  หรือมีอาชีพเหมือนกัน  ซึ่งคนที่ไม่ใช่สมาชิกของกลุ่มฟังแล้วอาจไม่เข้าใจ  เช่น
                                - รถตะลัย  เป็นรถโดยสารภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
    
ที่มา   :   th.wikipedia.org/wiki/
           
  สมพร  มันตะสูตร.  การเขียนเพื่อการสื่อสาร.  โอเดียนสโตร์  :  กรุงเทพฯ, 2540.