Untitled Document
เรื่อง
สร้างคำเพิ่ม เสริมภาษา
โดย
ครูเรณู

การสร้างคำขึ้นใหม่ด้วยวิธีการ ซ้ำคำ ซ้อนคำ และประสมคำ


                                       สร้างคำเพิ่ม  เสริมภาษา                         

                                        เพลง มันต้องถอน   ของ ปอยฝ้าย มาลัยพร

           งึก งึก งัก งัก มันป็น งึก งึก งัก งัก งึก งึก งัก งัก มันป็น งึก งึก งัก งัก
มันเป็นกะอึกกะอัก  มันเป็นจึก จึก จั๊ก จั๊ก มันเป็นอยากได๋จักกั๊ก มันเป็นบ่คึกบ่คัก
ตึ่ม ตึ๋ม ตึ่ม ตึ่ม ตึม ตึม ตึ๋ม ตึ่ม ตึ๋ม ตึ่ม ตึ่ม ตึม ตึม ตึ๋ม ตั๊ม ตัม ตั๊ม ตัม ตั๊ม ตัม ตั๊ม
ตัม ตัม ตัม
          จั่งซี่มันต้องถอน จั่งซี่มันต้องถอน จั่งซี่มันต้องถอน…..

          จากเนื้อเพลงข้างต้น จะเห็นการใช้คำซ้ำกันอยู่หลาย  คำบางคำเป็นคำภาษาถิ่น 
บางคำเป็นภาษาพูดนำมาใส่ทำนอง  เป็นบทเพลง

ประเด็นการศึกษา  คำซ้ำคำซ้อน
เนื้อหาสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย  ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔   การเพิ่มคำ

                                            การเพิ่มคำ

      “คำ” ที่ใช้ในภาษาไทย ย่อมมีคำใหม่เกิดขึ้นเสมอ คำจำนวนมากเพิ่มขึ้น
โดยการนำคำที่มีอยู่แล้ว  มาสร้างขึ้นใหม่ด้วยวิธีการ  ซ้ำคำ ซ้อนคำ และประสมคำ
รวมทั้งรับคำจากภาษาอื่นมาใช้

             คำซ้ำ
          คำซ้ำ คือคำที่เกิดจากการนำคำเดิมมาออกเสียงซ้ำให้ต่อเนื่องกันโดยใช้เครื่องหมายไม้ยมก (ๆ)
ไว้ท้ายคำแสดงการซ้ำคำ แต่คำซ้ำจะเขียน (ๆ) ได้ต้องมีลักษณะของคำ ๒ คำ ให้ครบ ๓ ประการ ดังนี้
          ๑. เขียนเหมือนกัน
          ๒. ความหมายเหมือนกัน
          ๓. หน้าที่ของคำเหมือนกัน

          ลักษณะการซ้ำคำ
          การซ้ำคำอาจแบ่งได้ ๒ ลักษณะตามการซ้ำ คือ
          ๑. ซ้ำคำ ซ้ำวลี หรือซ้ำประโยค
                    ๑.๑ ซ้ำคำ ได้แก่
                              - นำคำนามมาซ้ำกัน เช่น ลูก ๆ หลาน ๆ หนุ่ม ๆ สาว ๆ
                              - นำกริยามาซ้ำกัน เช่น กิน ๆ เดิน ๆ นั่ง ๆ มอง ๆ
                              - นำคำวิเศษณ์มาซ้ำกัน เช่น เบา ๆ เตี้ย ๆ กลม ๆ แดง ๆ
                              - นำคำบุพบทมาซ้ำกัน เช่น ริม ๆ ข้าง ๆ บน ๆ ใต้ ๆ
                    ๑.๒ ซ้ำวลี เช่น ทุกวัน ๆ ทีละน้อย ๆ
                              - พี่ตี๊กมาที่นี่ทุกวัน ๆ (ทุกวัน – ทุกวัน)
                              - แม่เทน้ำออกทีละน้อย ๆ (ทีละน้อย – ทีละน้อย)
                    ๑.๓ ซ้ำประโยค เช่น
                              - จงทำดี ๆ มีศีลธรรม (จงทำดี – จงทำดี)
                              - ช่วยด้วย ! เด็กตกน้ำ ๆ (เด็กตกน้ำ - เด็กตกน้ำ)
          ๒. นำคำที่ซ้ำแล้วมาซ้อนกัน เช่น พี่ ๆ น้อง ๆ นั่ง ๆ นอน ๆ ไป ๆ มา ๆ ด้อม ๆ มอง ๆ
                    - พ่อของเธอไป ๆ มา ๆ ระหว่างกรุงเทพฯ กับสงขลา
                    - ใครมาด้อม ๆ มอง ๆ อยู่หน้าบ้าน


           คำซ้อน

          คำซ้อนหรือคำคู่ เป็นคำที่ประกอบด้วยคำเคียงกันอยู่ ๒ คำ แต่ละคำมีความหมายใกล้เคียงกันก็มี
 ตรงกันข้ามกันก็มี คำซ้อนบางคำอาจมีความหมายคล้ายกับคำที่ซ้อน หรืออาจเปลี่ยนความหมาย
เป็นความหมายเชิงเปรียบเทียบ นอกจากนี้คำซ้อนอาจเกิดจากการซ้อนคำที่มาจากภาษาถิ่น หรือ
มาจากภาษาอื่น
          คำซ้อนมิใช่การสร้างคำใหม่ เพื่อเรียกสิ่งใหม่เหมือนอย่างคำประสมแต่เกิดมาเพื่อเน้นความหมาย
ขยายความกับเพื่อความไพเราะ จึงมี ๒ ลักษณะ
        ๑. คำซ้อนเพื่อความหมาย เพื่อขยายความหมายของคำ
        ๒. คำซ้อนเพื่อเสียง เพื่อขยายความไพเราะ

          คำซ้อนเพื่อเสียง: คำซ้อนเพื่อความหมาย
          คำมูล ๒ คำ ต้องมีเสียงพยัญชนะต้นเสียงเดียวกัน แต่จะมี ๑ คำ ไม่ให้ความหมาย
หรืออาจไม่ให้ความหมายทั้ง ๒ คำเลย จุดประสงค์เพื่อความไพเราะ ถ้าเกิดมีความหมายทั้ง ๒ คำ
ก็จะกลายเป็น   คำซ้อนเพื่อความหมาย

       * คำซ้อนเพื่อความหมายบางคำความหมายหลักจะอยู่ที่คำทั้ง ๒ คำ หรือจะอยู่ที่คำบางคำ
          ๑. ความหมายอยู่ที่คำทั้ง ๒ คำ เช่น โง่เขลา ว่างเปล่า บ้านเรือน ฯลฯ
          ๒. ความหมายอยู่ที่บางคำ เช่น ใจคอ หูตา ปากคอ หน้าตา น้ำหูน้ำตา อดตาหลับขับตานอน
              อดอยากปากแห้ง ติดอกติดใจ


        คำประสม

         คำประสม คือ คำที่เกิดจากการนำคำมูล 2 คำมาประสมกัน ทำให้เกิดคำที่มีความหมายใหม่ขึ้น 
(คำมูล คือ คำที่เราตั้งขึ้นเฉพาะเดียวๆ จะเป็นคำที่มาจากภาษาไหนก็ดี หรือคำที่
ตั้งขึ้นใหม่  ในภาษาไทยเฉพาะคำหนึ่งๆ)
         การประสมคำเป็นวิธีเพิ่มคำที่ใช้มาครั้งแต่โบราณกาล เราจึงมีคำประสมใช้มากมาย
เพื่อใช้เรียกสิ่งของ วัตถุ อาหาร บุคคล ของใช้ อุปกรณ์ วิธีกาล และกิจกรรม ต่างๆ
           คำประสมประกอบด้วยคำแรก เรียกว่า คำตั้ง และตามด้วย คำเติม

          หน้าที่ของคำประสม
          ๑.ทำหน้าที่เป็นนาม, สรรพนาม เช่น พ่อครัว พ่อบ้าน แม่พระ ลูกเสือ น้ำตก ช่างไม้ ชาวบ้าน
เครื่องบิน หัวใจ นักการเมือง หมอตำแย ของเหลว
          ๒.ทำหน้าที่เป็นกริยา เช่น เสียเปรียบ กินแรง กินนอกกินใน อ่อนใจ ดีใจ เล่นตัว วางตัว
ออกหน้า หักหน้า ลองดี ไปดี
          ๓.ทำหน้าที่เป็นวิเศษณ์ เช่น กินขาด ใจร้าย ใจเพชร ใจร้อน หลายใจ คอแข็ง
          ๔.ใช้ในเชิงเปรียบเทียบ เช่น
                ก้มหน้า หมายถึง จำทน
                แกะดำ หมายถึง คนที่ทำอะไรผิดจากผู้อื่นในกลุ่ม

           การสร้างคำประสม
          ๑.สร้างจากคำไทยทุกคำ เช่น แม่น้ำ ที่ราบ ลูกช้าง หมดตัว กินที่ แม่ยาย
          ๒.สร้างจากคำไทยกับคำภาษาต่างประเทศ เช่น เผด็จการ นายตรวจ ของโปรด
          ๓.สร้างจากคำภาษาต่างประเทศทั้งหมด เช่น รถเมล์ รถบัส รถเก๋ง กิจจะลักษณะ
          ๔.สร้างคำเลียนแบบคำสมาส แต่ปนกับคำไทย เช่น ผลไม้ คุณค่า พระอู่ เทพเจ้า พระที่นั่ง ทุนทรัพย์

 ประเด็นคำถาม
        ๑. คำซ้ำ  คำซ้อน คำประสม  มีประโยชน์ในภาษาอย่างไร  (การนำไปใช้)
        ๒. คำซ้อนกับคำประสม เหมือนกัน หรือต่างกันอย่างไร  (คิดเปรียบเทียบ)
        ๓. ให้หาคำซ้ำจากบทเพลง "อย่างต้องถอน" ให้ได้มากที่สุด ภายในเวลา ๓  นาที

กิจกรรมเสนอแนะ
         ๑. กำหนดบทเพลงให้  ๑  เพลง ให้ช่วยกันหาคำซ้ำ คำซ้อน และคำประสม
         ๒. นำคำซ้ำ  คำซ้อน และคำประสม มาแต่งเป็นเพลง  หรือคำคล้องจอง ให้จำง่าย

การบูรณาการ
         ๑. กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ  ชั้น ม.๓  เรื่อง การใช้คำในประโยค
         ๒. กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ  ชั้น ม.๑-๓  ดนตรีประกอบจังหวะ

                         ที่มา : http://web.wattana.ac.th
                         ที่มา : http://jerder.wordpress.com