Untitled Document
เรื่อง
พรรณไม้ กาพย์ห่อโคลงประพาสธารทองแดง
โดย
ครูเรณู
.............ชงโคตะโกตะขบหว้า.................ต้นตุมกากาฝากลง
ชอบกลต้นมหาหงส์................................มะเดื่อดูกลูกนมแมวฯ
.............ชงโคตะโกขบหว้า.....................ดาดดง
ตุมกากาฝากลง.......................................ติดไม้
นมแมวมหาหงส์....................................เห็นอยู่
มะเดื่อดูกลูกงอกได้.................................แส่ทึ้งสอยกินฯ



..............ชงโค................
ชื่อทางวิทยาศาสตร์............Bauhinia purpurea
ชื่อวงศ์............................CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ..........................Orchid Tree, Purder
ชื่ออื่นๆ............................เสี้ยวดอกแดง, เสี้ยวดอกขาว
ถิ่นกำเนิด..........................ทวีปเอเซีย
การขยายพันธุ์....................เพาะเมล็ด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป.........ดอกชงโคมีหลายสี เช่น ชมพู ขาว ม่วง ชาวอินเดียถือว่าเป็นไม้สวรรค์ขึ้นอยู่ในเทวโลกและถือว่าเป็นไม้ของพระลักษมี นิยมปลูกร่วมกับ กาหลง และ โยทะกา เพราะมีใบคล้ายกัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์......ชงโคเป็นไม้พุ่มหรือไม้ต้นผลัดใบสูงประมาณ 15 เมตร ใบเป็นรูปไข่แยกเป็น 2 แฉกลึก ช่อดอกออกตามกิ่งข้างและจำนวนดอกน้อย กลีบดอกขาวหรือม่วง ลักษณะคล้ายดอกกล้วยไม้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ เกสรตัวผู้ 5 อัน ขนาดไม่เท่ากัน มีผลเป็นฝักขนาดกว้าง 1.5-2 ซม. ยาว 15-20 ซม.
การปลูกและดูแลรักษา...........ชงโคเป็นไม้ที่ชอบแดด ควรปลูกในที่ได้รับแสงแดดทั้งวัน ดินปลูกควรเป็นดินร่วนระบายน้ำดี มีความชื้นสูง



................ตะโก................
ชื่อสามัญ..........................Ebony
ชื่อวิทยาศาสตร์..................Diospyios rhodcalyx.
วงศ์.................................EBENACEAE
ชื่ออื่น...............................ตะโกนา, โก, นมงัว, มะโก, มะถ่าน, ไฟผี, พระยาช้างดำ
ลักษณะทั่วไป.....................เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบขึ้นตามป่าเบญจพรรณทั่วๆ ไป สูงประมาณ 15 เมตร เป็นไม้เนื้อแข็งและเหนียว อายุยืนยาว ลำต้นมีเปลือกหุ้มสีดำแตกเป็นสะเก็ดหนาๆ ใบเดี่ยวเรียงสลับกันรูปไข่ หรือรูปป้อมๆ โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม ป้อมหรือป้าน ปลายใบโค้งมน ป้าน เว้าเข้า หรือหยักคอดเป็นติ่งสั้นๆ ผิวเกลี้ยงเขียวสด ใบดกและหนาทึบ ดอกจะออกตามง่ามใบ ก้านดอกยาว 1–3 มม. มีขนนุ่ม ดอกเพศผู้และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้จะออกเป็นช่อๆ ละประมาณ 3 ดอก ดอกเพศเมียออกดอกเดี่ยวๆ ผลกลมเมื่ออ่อนมีขนสีน้ำตาลแดง โคนและปลายผลมักบุ๋ม มียางมาก รสฝาด นิยมใช้เป็นยาถ่ายพยาธิ
การขยายพันธุ์....................ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมเนื่องจากโตช้า, การตอนกิ่ง หรือใช้วิธีขุดล้อมมาจากธรรมชาติก็ได้
การปลูก...........................หากปลูกลงดิน ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก
หากปลูกใส่กระถาง ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12–24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ดิน ร่วนอัตรา 1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุกๆ 2–3 ปี หรือตามการเจริญเติบโตของต้นตะโกที่ปลูก
การดูแลรักษา
แสง ต้องการแสงแดดปานกลาง จนถึงแดดจัด หรือกลางแจ้ง
น้ำ ต้องการน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5–7 วัน/ครั้ง
ดิน ดินร่วนซุย ความชื้นปานกลาง
ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1–2 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปีละ 4–6 ครั้ง
ตะโก เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมใช้ทำไม้ดัดมากที่สุด เนื่องจากเป็นไม้พื้นเมืองที่พบตามป่าธรรมชาติทั่วประเทศ ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดี ง่ายต่อการปลูกเลี้ยง บำรุงรักษา จึงเหมาะที่จะนำมาทำเป็นไม้ดัด 

alt
........ตะขบ............
พื้นเพเดิมว่ากันว่าเป็นของอเมริกาใต้ แต่กลายมาเป็นยอดผลไม้ของเด็กไทย ปลูกทั่วไปแต่เชียงใหม่ยันนราธิวาสนานแล้ว ผลดิบสีเขียว สุกเปลี่ยนเป็นสีแดง และเมื่อสุกเต็มที่จะมีสีม่วงคล้ำ รสหวานจัด ให้ผลตลอดปี 


 
.........หว้า.........
พันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ..........เพชรบุรี
ชื่อพันธุ์ไม้......................หว้า
ชื่อสามัญ ......................Jambolan Plum, Java Plum, Black Poum, Black Plum
ชื่อวิทยาศาสตร์ .............Syzygium cumini (Linn.) Skeets
วงศ์ ..............................MYRTACEAE
ชื่ออื่น ............................ห้าขี้แพะ (เชียงราย)
ลักษณะทั่วไป .................เป็นไม้ยืนต้นสูง 10 – 25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เกสรยาวเป็นพู่ ผลเป็นผลสดรูปรี
ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม............สภาพดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์
ถิ่นกำเนิด........................เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย




.....กาฝาก.......
.....กาฝาก (parasites) เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น และแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่และบางชนิดก็แย่งอาหารจากพวกกา ฝากด้วยกัน พืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่ง เรียกว่า รากเบียน (haustoria) ที่แทงทะลุเหลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโต ( Cambium) ของพืชที่เกาะอาศัยอยู่ พืชกาฝากแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
2.1 พวกเบียนลำต้นเป็นพืชในวงศ์ลอแรนทาซิอี (Loranthaceae) ซึ่งมีหลายสกุล และมากมายหลายชนิด พบขึ้นทั่วไปตามต้นไม้ต่าง ๆ และมักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่วง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น
2.2 พวกเบียนราก มีหลายวงศ์ เช่น
....วงศ์ขนุนดิน (Balanophoraceae) อาศัยเกาะกินรากต้นไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ขนุนดิน ลำต้นแยกแขนงสั้น ๆ ชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ ส่วน โหราเท้าสุนัข ซึ่งใช้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งนั้น ลำต้นแยกแขนงค่อนข้างห่างกัน
....วงศ์ดอกดิน (Orobanchaceae) อาศัยเกาะกินอาหารจากรากไผ่
....วงศ์บัวผุด (Rafflesiaceae) ได้แก่ กระโถน ฤาษี ดอกตูม เป็นก้อนกลม ๆ สีขาว เวลาบานจะเห็นภายในสีน้ำหมากประเหลือง กลิ่นไม่ชวนดม



........มหาหงส์........
ชื่อวิทยาศาสตร์ ............Hedychium coronarium.
วงศ์ .............................ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ .........................ว่านกระชายเห็น
ลักษณะทั่วไป.................ต้นเป็นเง้าอยู่ใต้ดิน คล้ายแง่งข่า มีลำต้นเหนือดิน เป็นกาบใบที่ซ้อนกันอยู่หลายๆ กาบ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบพาย ปลายใบแหลม โคนใบมน พื้นใบสีเขียว ก้านใบกลม แข็ง และสั้น ออกดอกเป็นช่อตั้งขึ้นอยู่ปลายยอด มีกลิ่นหอม เมื่อดอกใกล้โรยจะมีสีแดง
การปลูก...........................ให้ปลูกในดินร่วนหรือดินบนทราย ชอบแดดรำไร น้ำปานกลาง ควรรดด้วยน้ำทุกเช้า–เย็น หากปลูกใส่กระถางก้นตื้น ปากกว้าง จะแตกหัวใหม่ได้รวดเร็ว
การขยายพันธุ์...................โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล.................มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยม เมื่อปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เป็นที่เมตตาของผู้คน และผู้เลี้ยงจะได้รับโชคลาภอยู่เสมอ





........มะเดื่อ...........
ชื่อวิทยาศาสตร์ ............Ficus racemosa Linn
ชื่อวงศ์ .........................MORACEAE
ชื่อท้องถิ่น
.....อุดรธานี-อีสาน เรียก หมากเดื่อ
.....แม่ฮ่องสอน-กะเหรี่ยง เรียก กูแช
ลำปาง เรียก มะเดื่อ
.....ภาคกลาง เรียก มะเดื่ออุทุมพร มะเดื่อชุมพร มะเดื่อเกลี้ยง
.....ภาคเหนือ-กลาง เรียก มะเดื่อ เดื่อเกลี้ยง
.....ภาคใต้ เรียก เดื่อน้ำ
ลักษณะทั่วไป.......................มะเดื่อเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 10–20 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่ ผล รูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง
การปลูก.....................มะเดื่อขึ้นในธรรมชาติบริเวณป่าดิบชื้น บริเวณริมแม่น้ำลำคลอง ริมลำธาร หรือปลูกตามบ้านและริมทาง พบได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
สรรพคุณทางยา.............เปลือกต้น รสฝาด แก้ท้องร่วง ชะล้างบาดแผล สมานแผล แก้ประดง ผื่นคันแก้ไข้ท้องเสีย ไข้รากสาดน้อยและแก้ธาตุพิการ ,ราก รสฝาดเย็น แก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษไข้ และแก้ท้องร่วง ,ผล รสฝาดเย็น แก้ท้องร่วง และสมานแผล ,ผลสุก เป็นยาระบาย
คติความเชื่อ.................มะเดื่อเป็นไม้ดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับความเชื่อและประเพณีของคนไทย มะเดื่อเป็นไม้มงคลที่กำหนดปลูกในทิศเหนือ ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาและกรุงศรีรัตนโกสินทร์ว่า มีการนำไม้มะเดื่ออุทุมพรมาทำเป็นพระที่นั่ง กระบวยตักน้ำมันเจิมถวาย และหม้อน้ำที่กษัตริย์ใช้ถวายน้ำทำด้วยไม้อุทุมพร ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ มะเดื่อได้ถูกบันทึกไว้ในตำนานของชาวฮินดูว่าเป็นไม้มงคล และเป็นที่นับถือของคนไทย พม่า มอญ มาแต่โบราณ





.........นมแมว............
ชื่อวิทยาศาสตร์............Rauwenhoffia siamensis
ชื่อวงศ์.........................ANNONAEAE
ชื่อสามัญ .....................Nom-Maew
ถิ่นกำเนิด......................ประเทศไทย
การขยายพันธุ์................เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป .........เป็นพรรณไม้ไทย พบตามชายป่าชื้นทางภาตใต้ และภาคกลางของประเทศไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ........นมแมวเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดไม่สูงนัก สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ปลายใบแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว ดอกสีเหลือง มี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกแข็งและสั้น เมื่อบานเต็มที่มีขนาดประมาณ 0.5 นิ้ว กลิ่นหอมแรงในเวลาเย็นถึงค่ำ
การปลูกและดูแลรักษา .........เป็นที่ชอบแดดจัดและต้องการความชื้นสูง ขึ้นได้ดีในสภาพดินเกือบทุกชนิด ในหน้าฝนจะให้ดอกดกมาก


...........แคฝอยข่อยเข็มข่า....................ต้นกาลาหน้าดอกบาน
งิ้วงับพลับพลึงปาน.............................นิ้วมือเรียบเปรียบเทียนกลึงฯ
...........แคฝอยข่อยข่าขึ้น.....................ขนัดขนาน
เข็มกาลาดอกบาน................................ที่แจ้ง
งิ้วงับพลับพลึงปาน.............................มืดเรียบ
นิ้วแน่งงามดั่งแกล้ง.............................ฟั่นด้วยเทียนกลึงฯ


.......เพกาต้นตุมกา.........โยทะกากรรณิกา
ชุมกาแลสาบกา...............ต้นมะกากาจับนอนฯ
......เพกาตุมกาต้น.........กาลา
โยทะกากรรณิกา..............ถี่ถ้อง
ชุมกาแลสาบกา...............กาสู่
ต้นมะกาการ้อง...............จับไม้กาหลงฯ 

 
ต้นเพกา

...เพกา...
ชื่อวิทยาศาสตร์......... Oroxylum indicum (Linn.) Vent.
ชื่อวงศ์........................Bignoniaceae
ชื่อท้องถิ่น..................กาโด้โด้ง, ด๊อกก๊ะ, ดอก๊ะ, ดุแก, เบโก, มะลิดไม้, มะลิ้นไม้, ลิดไม้, ลิ้นฟ้า, หมากลิ้นก้าง, หมากลิ้นซ้าง
รูปลักษณะ................ไม้ยืนต้น สูง 3-12 เมตร แตกกิ่งก้านเล็กน้อย ใบประกอบแบบขนนกสามชั้น ขนาดใหญ่ เรียงตรงข้าม รวมกันอยู่บริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่แกมวงรี กว้าง 4-8 ซม. ยาว 6-12 ซม. ดอกช่อ ออกที่ปลายยอด ก้านช่อดอกยาว ดอกย่อยขนาดใหญ่กลีบดอกสีนวลแกมเขียวโคนกลีบเป็นหลอดสีม่วง หนาย่น บานกลางคืน ผลเป็นฝัก รูปดาบ เมื่อแก่จะแตก ภายในมีเมล็ดแบน สีขาว มีปีกบางโปร่งแสง
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
เมล็ด - ใช้เป็นยาแก้ไอขับเสมหะ ยาระบาย
ราก - เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องร่วง
ส่วนที่ใช้เป็นยา เมล็ดแห้งจากฝักแก่
ขนาดและวิธีใช้ ใช้เมล็ดแห้ง- 1/2-1 กำมือ หนัก 1.5-3 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ใช้ไฟอ่อน ๆ เคี่ยวนาน 1 ชั่วโมง ดื่มแต่น้ำครั้งละ 1/3 แก้ว วันละ 3 ครั้ง
สรรพคุณ- ระงับอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ

...โยทะกา...
ชื่อวงศ์.............. CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ.......... St. Thomas Tree, Yellow Bauhinia
ชื่อท้องถิ่น........ ปอลิง ขงโคย่าน ชงโคเหลือง เล็บควายใหญ่
ลักษณะวิสัย..... ไม้พุ่ม
ลักษณะทั่วไป... เป็นไม้พุ่ม ใบลักษณะเป็นใบแฝด ค่อนข้างใหญ่เหมือนกับใบชงโค ดอกออกเป็นช่อ ดอกมีขนาดใหญ่ พื้นกลีบดอกมีสีเหลืองสด
และมีป้ายแถบสีแดง เฉพาะกลีบดอกอันบน ส่วนกลีบดอกอีก 4 กลีบ มีสีขาวหรือสีชมพูอ่อน มีจุดประสีแดง
ประโยชน์..........ปลูกเป็นไม้ประดับตามสถานที่ราชการต่าง ๆ สวนสาธารณะ
...พันธุ์ไม้ในวงศ์เดียวกับกาหลง และหาง นกยูง ตามความเข้าใจของคนทั่วไป โยทะกาหมายถึงพันธุ์ไม้ ๒ ชนิดคือ โยทะกาดอกเหลือง หรือชงโคดอกเหลือง และโยทะกาหรือเถาไฟ ซึ่งบางครั้งเรียกว่า โยทะกาเลื้อย
โยทะกาดอกเหลือง หรือชงโคดอกเหลือง (Bauhinia tomentosa Linn.) เป็นพันธุ์ไม้ต่างประเทศ ดอกสีเหลืองมี ๕ กลีบ เหลื่อมซ้อนกัน คล้ายดวงโคมห้อยระย้าใกล้ปลายกิ่ง กลีบดอกและใบมีกลิ่นฉุน กลีบดอกร่วงง่าย มีปลูกประดับในเมืองไทยมาก่อน พ.ศ. ๒๔๘๓ พระยาวินิจวนันดรได้กล่าวถึงไว้ในหนังสือไม้ประดับบางชนิดของไทยว่า "เป็นไม้พุ่มสูงราว ๒ - ๒.๕ เมตร ดอกใหญ่ ๖ - ๑๐ ซม. สีเหลืองอ่อน กลีบบนมีสีเลือดหมูแก่ที่โคนกลีบ เมื่อดอกโรยกลายเป็นสีกุหลาบอ่อน ออกเป็นช่อน้อยดอก ดูเหมือนจะเป็นไม้ของอินเดีย เรียกว่า ชงโค" ไม้พุ่มชนิดนี้เป็นไม้ปลูก ไม่พบขึ้นตามในป่า ดังนั้น โยทะกาที่กล่าวถึงในวรรณคดีคงจะไม่ใช่ชนิดนี้

...มะกา...
ชื่อวิทยาศาสตร์.......... Bridelia ovata Decne.
วงศ์............................... EUPHORBIACEAE
ชื่ออื่น........................... กอง ก้อง ขี้เหล้ามาดกา มัดกา ซำซา มาดกา ส่าเหล้า สิวาลา
ลักษณะทั่วไป..............ไม้พุ่ม ยืนต้นขนาดเล็กสูง 3-8 เมตร ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับ มีรูปร่างหลายแบบ มีทั้งรูปขอบขนาด รูปรี รูปไข่กลับหัว ปลายใบและโคนใบมักมนหรือกลม ริมใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ผิวใบเรียบ ขนาดใบกว้างง 6-9 เซนติเมตร ยาว 9.5-15 เซนติเมตร ดอก มีขนาดเล็กมาก ออกดอกเป็นกลุ่มตามโคนก้านใบ เป็นดอกแยกเพศมีกลีบเลี้ยงสีเขียวอมเหลือง 5 กลีบบานแล้วเป็นรูปดาว กลีบดอกสีขาวขนาดเล็ก 5 กลีบ อยู่สลับกับกลีบเลี้ยง เกสรตัวผู้ 5 อัน ส่วนฐานของก้านชูอับละอองเกสรหลอมรวมเป็นหลอด ออกดอกเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ผล มีรูปร่างกลมขนาด 0.5 เซนติเมตร ผลอ่อนมีสีเขียวใส เมื่อแก่มีสีดำ ผลแก่เดือนมกราคม-กุมภาพันธ์
นิเวศวิทยาและการแพร่กระจาย..........พบตามป่าเบญจพรรณ
ประโยชน์..................................................ด้านสมุนไพร ใช้ ใบแก่ ประมาณ 15 ใบ ปิ้งไฟหรือตากแห้งก่อนแล้วจึงต้มกับน้ำใสเกลือกเล็กน้อย ดื่มตอนเช้าก่อนอาหารหรือก่อนนอน เพื่อแก้อาการท้องผูก ใบยังใช้ต้มแก้หืด ขับเสมหะ เปลือก มี แทนนิน ราก ใช้เป็นยาถ่าย ขับปัสสาวะ แก้ดีซ่าน ขับเสมหะ เมล็ด เป็นยาถ่าย น้ำมันจากเมล็ด ใช้เป็นย่าถ่ายอย่างแรงใช้ทาแก้โรคไข้อักเสบ
รูปลักษณะ-ไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ลำต้นเรียบ ใบเดี่ยว เรียงสลับในระนาบเดียวกัน รูปวงรีหรือรูปไข่กลับ กว้าง 3-8 ซม. ยาว 8-21 ซม. หลังใบสีเขียวอ่อน ท้องใบสีจางกว่า ก้านใบสั้นโป่งพองออก ดอกช่อ ออกเป็นกระจุกที่ซอกใบหรือตามกิ่ง แยกเพศอยู่ในช่อเดียวกัน ผลสด ค่อนข้างกลม
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ใบ - ใช้เป็นยาระบายอย่างอ่อน โดยนำใบสดหรือแห้ง ปิ้งไฟพอกรอบ ขนาด 1.5-2 กรัม ชงน้ำเดือด แช่ไว้ประมาณ 10-20 นาที ดื่มก่อนนอน อาการข้างเคียงคือ ปวดมวนท้อง คลื่นไส้
มะกา -ใช้ใบตากแห้งหรือใบสดปิ้งพอกรอบ 1.5-2.0 กรัม ชงกับน้ำเดือดแช่ไว้ 20-30 นาที 


...กรรณิกา...
ชื่อพื้นเมืองอื่น....... กณิการ์, กรณิการ์
ชื่อสามัญ................. Night blooming jasmin
ชื่อวิทยาศาสตร์..... Nyctanthes arbor-tristis Linn.
ชั้น............................ Magnoliopsida
ตระกูล.................... Scrophulariales
ชื่อวงศ์.................... OLEACEAE (olives)
ประเภท.................. ไม้พุ่มยืนต้นขนาดกลาง
ลักษณะ..................ต้น สูงประมาณ 3 - 4 เมตร ตามลำต้นจะมีรอยเป็นเส้นคาดรอยต้นเป็นช่วงๆ ไปตามข้อต้น เปลือกของลำต้นนั้นมีสีขาว ลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านโดยเฉพาะส่วนที่เป็นแขนงและกิ่งอ่อนจะเป็นสี่เหลี่ยม บริเวณแนวสันเหลี่ยมของกิ่งหรือลำต้นมีตุ่มเล็ก ๆ ประเป็นแนวอยู่ด้วย
ใบ เป็นไม้ใบเดี่ยวแต่ออกเป็นคู่ ๆ สลับกันไปตามข้อของต้น มีรูปมนรี ปลายใบแหลม มีสีเขียวและมีขนอ่อน ๆ เป็นละอองปกคลุมอยู่ทั่วใบ มีลักษณะสากคายมือ
ดอกสีขาว ออกเป็นช่อดอกเล็กๆ กระจายที่ปลายกิ่ง ประมาณช่อละ 5 - 8 ดอก ดอกมี 6 กลีบ กลีบดอกจะบิดเวียนไปทางขวาคล้ายกังหัน วงในดอกเป็นสีแสด หลอดดอกเป็นสีแสด เกสรเป็นเส้นเล็กละเอียดซ้อนอยู่ในหลอดดอก ขนาดของดอกบานเต็มที่ประมาณ 1.50 - 2 เซนติเมตร หลอดดอกยาว 1.50 เซนติเมตร ปลายแยกเป็น 5 - 8 แฉก ก้านช่อดอกมีใบประดับเล็กๆ 1 คู่ ดอกของกรรณิการ์มีกลิ่นหอมแรง บานกลางคืน ออกดอกตลอดปี
ผลเป็นแผ่นแบนๆ ภายในมีเมล็ด 2 เมล็ด
การขยายพันธุ์: โดยการตอน หรือปักชำกิ่ง
การดูแล: ขึ้นได้ในดินทั่วไป แต่ต้องการความชุ่มชื้น และปลูกที่กลางแจ้ง
อื่นๆ: ใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้หลายชนิด ก้านดอกสามารถนำมาทำเป็นสีย้อมผ้าจีวรพระ หรือสีทำขนม 

 
...กาหลง...
ชื่อวิทยาศาสตร์..... Bauhinia acuminata L.
ชื่อวงศ์.................... CAESALPINIACEAE
ชื่อสามัญ................ Snowy Orchid Tree
ชั้น........................... Magnoliopsida
ตระกูล....................Fabales
ชื่ออื่นๆ เสี้ยวดอกขาว, ส้มเสี้ยว, เสี้ยวน้อย
ถิ่นกำเนิด ประเทศอินเดีย, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้
การขยายพันธุ์ เพาะเมล็ด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป -นิยมปลูกเป็นกลุ่มร่วมกับ ชงโค โยทะกา เพราะมีลักษณะคล้ายกัน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ -เป็นไม้ประดับยืนต้นขนาดเล็ก ความสูง 3-5 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ปลายใบเว้าเข้าเป็นรูปหัวใจหรือมองดูคล้ายเป็นใบแฝดติดกัน ผลัดใบในฤดูหนาวระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม และจะแตกใบใหม่ราวเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม ดอกออกหลังจากใบใหม่แตกออกมาแล้ว ดอกออกเป็นช่อสั้นๆ มีประมาณ 3-5 ดอก ใน 1 ช่อ กลีบดอกสีขาวซ้อนกัน กาหลงมีผลเป็นฝักแบน เมื่อแก่จะมีสีเป็นสีน้ำตาลเข้ม ขนาดของฝัก กว้าง 1-1.5 ซม. ยาว 6-10 ซม.
การปลูกและดูแลรักษา -ปลูกขึ้นง่ายในดินร่วนทั่วไป ที่มีความชื้นและอุดมสมบูรณ์
.....กาหลง (Bauhinia acuminata Linn.) เป็นไม้พื้นเมืองของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในวงศ์เดียวกันกับชงโคและหางนกยูง ลักษณะเป็นไม้ต้นขนาดเล็ก ใบคล้ายชงโค แผ่นใบกลมและปลายเว้าลึกตรงกลางจนดูคล้ายใบแฝด สีเขียวเข้ม หรือเขียวแกมเทา ดอกสีขาว ๕ กลีบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๕ - ๖ ซม. ออกเป็นช่อ ๒ - ๓ ดอก ที่ปลายกิ่ง ฝักแบน ในแต่ละฝักจะมีเมล็ด ๕ - ๘ เมล็ดขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดและกิ่งตอน กาหลงออกดอกตลอดทั้งปี พบขึ้นและปลูกประดับทั่วไป ชื่ออื่นๆ ที่ใช้เรียกกันคือ เสี้ยวดอกขาว เสี้ยวน้อย หรือส้มเสี้ยว
ข้อแตกต่างที่สำคัญระหว่างกาหลงชนิดนี้กับแก้วกาหลงคือ ดอกไม่มีกลิ่นหอม เมื่อปลูกประดับ จุดเด่นจึงอยู่ที่ดอกใหญ่สีขาวที่ประดับอยู่บนทรงพุ่ม ดังนั้น ในบทวรรณคดีบางบทที่กล่าวถึงกาหลงโดยที่ไม่เน้นเรื่องกลิ่นหอม จึงน่าจะหมายถึงกาหลงชนิดที่สองนี้





..........แคฝอย..............
.......BIGNONIACEAE
.......Stereospermum colais (Buch.-Ham. ex Dill.) Mabb.
ชื่ออื่น.............แคทราย (กาญจนบุรี) แคหิน (ภาคเหนือ)
.......แคฝอยเป็นไม้ต้น สูงถึง 25 ม. ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีเทา มีร่องตื้นๆ ตามยาว ใบ ประกอบแบบขนนกปลายคี่ ยาว 25–50 ซม. มีใบย่อย 3–6 คู่ แผ่นใบย่อยรูปไข่แกมรูปใบหอก กว้าง 3–6 ซม. ยาว 6–15 ซม. ปลายเรียวแหลม โคนมน ขอบเรียบ ผิวเกลี้ยงทั้ง 2 ด้าน ก้านใบย่อย ยาว 0.5–1.5 ซม. ดอก ออกเป็นดอกช่อ ยาว 20–40 ซม. มีกลิ่นหอมเล็กน้อย กลีบเลี้ยงรูประฆังหรือทรงกระบอกปากกว้าง สีม่วงแดง ปลายแยกเป็น 3–5 จักตื้นๆ กลีบดอกสีขาวอมเหลือง หรือสีครีม รูปปากแตร ยาว 1.2–1.7 ซม. กว้าง 0.5–1 ซม. มีแถบเส้นสีม่วงตามความยาวของกลีบดอก ผล เป็นฝักยาว บิดงอเล็กน้อย กว้าง 0.9–1.5 ซม. ยาว 15–70 ซม. ผิวเกลี้ยง มีสันนูนตามความยาว 4 สัน เมล็ดเล็ก มี 2 ปีก
แคฝอยมีการกระจายพันธุ์ตามลำธารในป่าดิบชื้น และป่าเบญจพรรณ ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคเหนือ ที่ความสูงจากระดับทะเลปานกลาง 200–1,200 ม. ในต่างประเทศพบที่
อินเดีย ศรีลังกา พม่า จีนตอนใต้ (มณฑลยูนนาน) ลาว กัมพูชา และเวียดนาม




.............ข่อย..............
ชื่อสามัญ.....................Siamese rough bush
ชื่อวิทยาศาสตร์...........Streblus asper.
วงศ์............................MORACEAE
ชื่ออื่น.........................สนนาย
ลักษณะทั่วไป..............เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง พบขึ้นตามพื้นราบและป่าเบญจพรรณทั่วๆ ไปลำต้นสูงประมาณ 10–20 เมตร ผิวเปลือกลำต้นสีเทาค่อนข้างขาว โคนลำต้นตรง เนื้อไม้เหนียว ส่วนบนค่อนข้างคดงอเป็นปุ่มปม และเป็นร่องเล็กน้อย ใบออกจากปลายกิ่งมีขนาดเล็กสีเขียว ขอบใบเรียบ โคนใบมนแหลม ปลายใบแหลม ใบหนา หยาบคล้ายกระดาษทราย ใช้ขัดฟันหรือถูขูดเมือกปลาไหลได้ ออกดอกเป็นช่อดอกเล็ก สีขาวและเหลือง ผลกลมมีขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด เรียบ เมื่อยังอ่อนจะมีสีขาวหรือเทา เปลือกในมียางสีขาว เมื่อสุกผลสีเหลืองรับประทานได้ แต่ไม่เป็นที่นิยม
การขยายพันธุ์..............ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำ ซึ่งวิธีที่นิยมและได้ผลดีคือการปักชำ หรือจะขุดล้อมจากธรรมชาติมาปลูกเลี้ยงก็ได้ แต่ควรมีขนาดลำต้นไม่เกิน 3 เซนติเมตร เพราะหากโตกว่านี้จะเลี้ยงรอดยาก
การปลูก......................หากปลูกลงดิน ขนาดหลุมปลูก 50x50x50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก หากปลูกใส่กระถาง ควรใช้กระถางทรงสูงขนาด 12–24 นิ้ว ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ดินร่วนอัตรา 1:1 ผสมดินปลูก และควรเปลี่ยนกระถางทุกๆ 2–3 ปี หรือตามการเจริญเติบโตของต้นข่อย
การดูแลรักษา...............
-แสง ต้องการแสงแดดจัดหรือกลางแจ้ง
-น้ำ ต้องการน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5–7 วัน/ครั้ง
-ดิน ดินร่วนซุย
-ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 1–2 กิโลกรัมต่อต้น ใส่ปีละ 4–5 ครั้ง
ข่อย เป็นพันธุ์ไม้ที่นิยมใช้ทำไม้ดัดกันมาก รองจากตะโก เพราะมีกิ่งอ่อนและเหนียวดัดให้เข้ารูปทรงได้ง่าย หากมีการดูแลเอาใจใส่เป็นอย่างดีจะสวยงามและมีอายุยืนนาน





...............เข็ม.................
ชื่อวิทยาศาสตร์..............Ixora chinensis Lamk. Ixora spp.
วงศ์...............................RUBIACEAE
ลักษณะทั่วไป.................เป็นพรรณไม้พุ่มขนาดเล็กถึงขนาดย่อม ลำต้นสูงประมาณ 3–5 ฟุต จะแตกกิ่งก้านสาขาออกแผ่เป็นพุ่ม ใบของดอกเข็มแข็ง และเปราะง่าย มีสีเขียวสด ลักษณใบมนรี ปลายใบแหลม โคนใบมน ใบจะออกเรียงสลับกันคนละทิศทาง ดอกออกเป็นช่อใหญ่ จะออกตรงส่วนยอดของต้น ในแต่ละช่อจะประกอบด้วยดอกขนาดเล็กเป็นหลอด ตรงปลายหลอดจะเป็นกลีบซึ่งมีอยู่ 4-5 กลีบ ปลายกลีบแหลม
การขยายพันธุ์..................เป็นไม้ในเขตร้อน ชอบอยู่กลางแจ้ง ขึ้นได้กับดินทุกชนิดแต่จะชอบดินที่ร่วนซุยมากกว่า มีความชุ่มชื้นพอดี ทนทานต่อความแห้งแล้ง ขยายพันธุ์ด้วยการปักชำกิ่งและเพาะเมล็ด เป็นไม้ที่คนไทยนิยมปลูกตามบ้าน ตามริมรั้ว
ถิ่นกำเนิด........................แถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
อื่นๆ..............................เข็มจะมีหลายชนิด แต่ละชนิดจะมีขนาดดอกและสีไม่เหมือนกัน




.............ข่า...............
ข่า...........................(Kha), Galingale, Galanga
ชื่อวิทยาศาสตร์........Alpinia galanga Swartz
วงศ์.........................ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ....................กฏุกกโรหิณี (Ka-tuk-ka-ro-hi-ni)
ถิ่นกำเนิด.................อินเดีย พม่า ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ บอร์เนียว อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์
รูปลักษณะ..............ไม้ล้มลุก ลำต้นเป็นก้านกลมแข็ง ใบสีเขียวแข็งหนา มีดอกจากกอขึ้นไปเป็นช่อใหญ่สี ขาวประสีม่วงแดง ลูกกลมขนาดลูกหว้า ลงหัวเป็นปล้องๆ แง่งยาว มีสีขาวอวบ
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา........เหง้าอ่อนและแก่
– ใช้ทานเป็นยาขับลม แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ
– ทาภายนอกแก้โรคกลากเกลื้อน




...............งิ้ว................
ชื่อวิทยาศาสตร์...........Bombax ceiba Linn.
วงศ์............................BOMBACACEAE
ชื่อสามัญ.....................Cotton Tree, Kapok Tree, Red Cotton Tree, Silk Cotton Tree
ชื่ออื่นๆ.......................งิ้วบ้าน (ทั่วไป) งิ้วแดง (กาญจนบุรี) งิ้วปง งิ้วปงแดง ( ชองจันทบุรี)
ลักษณะทั่วไป...............ไม้ต้น ผลัดใบ สูงประมาณ ๒๐ เมตร ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม กิ่งแผ่ออกเกือบตั้งฉากกับลำต้น ใบ ใบประกอบแบบนิ้วมือ ออกสลับ ใบย่อย ๕-๗ ใบ รูปไข่หรือรูปรี ปลายเรียวแหลม โคนสอบแคบ ดอก สีแดง มีพันธุ์สีเหลืองแต่หายาก กลิ่นหอม ออกเป็นกระจุก ๓-๕ ดอก ตามปลายๆกิ่ง กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแยก ๓-๔ แฉก ไม่เท่ากัน ด้านนอกมีขน มันเป็นเงา กลีบดอก ๕ กลีบ ปลายกลีบม้วนออก เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๘ เซนติเมตร เกสรตัวผู้จำนวนมาก โคนก้านเกสรติดกันเป็นกลุ่มๆ ผล รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒.๓-๓.๒ เซนติเมตร ยาว ๙.๕-๑๗ เซนติเมตร คล้ายผลนุ่น เมล็ดสีดำจำนวนมาก หุ้มด้วยปุยสีขาว
นิเวศวิทยา....................ขึ้นตามป่าเบญจพรรณ ออกดอก มกราคม-กุมภาพันธ์ ทิ้งใบก่อนออกดอก
ขยายพันธุ์....................เมล็ด
ประโยชน์......................ราก เป็นยาทำให้อาเจียน, เปลือก ทำเชือก, ยาง แก้ท้องร่วง, ไม้ ทำพื้น ฝา ***บใส่ของ ของเล่นเด็ก ก้านและกล่องไม้ขีด ไม้จิ้มฟัน ไม้อัด เยื่อกระดาษ ใบ ตำเป็นผงทาแก้ฟกชํ้า, ดอก ดอก แห้ง ทำยาทาระงับปวด แก้พิษไข้





...............พลับพลึง..............
ชื่อวิทยาศาสตร์..............Crinum asiaticun Linn.
ชื่อวงศ์......................... AMARYLLIDACEAE
ชื่อสามัญ.......................Crinum Lily
ชื่ออื่นๆ.........................พลับพลึง, ลิลัว
ถิ่นกำเนิด.......................ทวีปเอเซีย
การขยายพันธุ์................แยกหน่อ
ประวัติและข้อมูลทั่วไป................
-พลับพลึงนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ ต้นที่มีขนาดใหญ่ใช้ในการแกะสลักเพื่อตกแต่งในงานพิธีต่างๆ
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
-พลับพลึงเป็นไม้ล้มลุกหลายฤดู มีลำต้นใต้ดิน ส่วนเหนือดินประกอบด้วยกาบใบสีขาวหุ้มซ้อนกันเป็นชั้นๆ ใบเป็นใบเดี่ยวเรียงซ้อนเป็นวงกว้าง 7-15 ซม. ยาว 1 เมตร ปลายใบแหลม แผ่นใบอวบหนา มีหน่อจำนวนมากขึ้นรวมกันเป็นกอ ดอกเป็นช่อดอกขนาดใหญ่ สีขาวหรือม่วงแดง ออกเป็นกระจุกที่ปลายกิ่ง มีดอกย่อยจำนวนมาก 10-30 ดอก ก้านช่อดอกอวบใหญ่ กลีบดอกตอนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ยาว 7-10 ซม. ปลายแยกเป็น 6 กลีบแคบๆ กว้าง 1 ซม. ยาว 7 ซม. ดอกทยอยบาน มีกลิ่นหอม พลับพลึงดอกสีแดงจะมีช่อดอกและดอกใหญ่กว่าพลับพลึงดอกสีขาว
การปลูกและดูแลรักษา
-พลับพลึงชอบขึ้นในดินที่ชื้นสามารถทนอยู่ในดินแฉะที่ไม่ค่อยระบายน้ำหรือในบริเวณที่แห้งแล้งในบางช่วงได้ นิยมปลูกกันตามร่องสวนในภาคกลางทั่วไป เป็นพืชที่ทนทาน ไม่ต้องมีการบำรุงรักษามากนัก 



...........ชาตบุษ์ปพุทธชาตซาบ...........กุหลาบกนาบทั้งสองทาง
เบงระมาดยี่สุ่นกาง...........................กลีบบานเพราเหล่าดาวเรือง ฯ
...........ชาตบุษ์ปพุทธชาตขึ้น.............เคียงกลาง
กุหลาบกนาบสองทาง........................กลิ่นฟุ้ง
เบงระมาดยี่สุ่นกาง............................ตรงกลีบ
สาวสาวฉวยชิงหยุ้ง..........................เก็บร้อยรอยกรอง ฯ 
พุทธชาดหลวง


..........พุทธชาติ...........
..........Jasminum auriculatum Vahl. (OLEACEAE)
..........เป็นพันธุ์ไม้พุ่มรอเลื้อย ( scandent shrub) คือ เวลาปลูกเจริญเป็นพุ่มก็ได้ หรือเมื่อไปพักพิงอะไรก็กลายเป็นไม้เลื้อย เลื้อยไปตามสถานที่นั้นได้ กิ่งก้านที่สั้นแข็งก็ยืดตัวอ่อน
พันกิ่งพักพิงไป เวลามีดอก ดอกเป็นช่อน้อยๆ เต็มต้น สีขาวบริสุทธิ์ ดอกนั้นบานแต่เวลาเย็นและส่งกลิ่นเรื่อยไปตลอดคืนตลอดวันจนกระทั่งโรย กลิ่นหอมแรงมาก
หอมเย็นๆ ส่งไปได้ไกลๆ พันธุ์ไม้หอมชนิดนี้ปลูกง่าย ชอบแดดสักหน่อย เวลาปลูกใช้ตัดกิ่งปักชำหรือตอนก็ได้
..........พุทธชาดเป็นพันธุ์ไม้วงศ์เดียวกับมะลิ พบในอินเดียตอนใต้ ศรีลังกา และเอเซียเขตร้อน ดอกมีลักษณะคล้ายคลึงกับมะลิลา แต่ขนาดดอกเล็กกว่า และออกเป็นช่อโปร่งๆ ตรงปลายกิ่ง
นอกจากปลูกระดับตามซุ้มแล้ว ดอกยังนิยมใช้ร้อยมาลัย หรือประดิษฐ์เป็นรูปสัตว์ตัวเล็กๆ เช่น กระแต ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ผู้หญิงไทยสมัยก่อนต้องเรียนรู้และทำได้อย่างดี




: ยิ้ม,สร้อย - 06/12/2005 10:47

.............กุหลาบ...............
ชื่อวิทยาศาสตร์...............Rosa hybrida
ชื่อวงศ์...........................ROSACEAE
ชื่อสามัญ........................Rose
ชื่ออื่นๆ...........................กุหลาบ
ถิ่นกำเนิด........................ทวีปเอเซีย
การขยายพันธุ์..................เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่งและราก, ติดตา, ต่อกิ่ง, เพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ
ประวัติและข้อมูลทั่วไป.......กุหลาบนับว่าเป็นไม้ดอกที่มีความงามยากที่ไม้ดอกอื่นจะเทียบเท่า จนได้รับชื่อว่าเป็น "ราชินีแห่งดอกไม้" (Queen of flower) กุหลาบมีมานานประมาณ 30 ล้านปีมาแล้ว มีทั้งหมดประมาณ 200 สปีชี่ส์ พันธุ์ดั้งเดิม (wild species) มีทั้งชนิดกลีบดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน ส่วนกุหลาบที่ปลูกกันอยู่ทั่วไปในปัจจุบันเป็นกุหลาบที่ผ่านการวิวัฒนาการมานานนับร้อยๆ ปี และทั้งหมดเป็นกุหลาบลูกผสมซึ่งได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างกุหลาบ 1-8 สปีชี่ส์ และส่วนมากมี
ถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชีย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์.........กุหลาบจัดเป็นไม้ดอกประเภทพุ่ม-พลัดใบ มีลำต้นตั้งตรงหรือเลื้อย
แข็งแรงมีใบย่อย 3-5 ใบ ใบมีสีเขียวเข้มเป็นมันและมีรอยย่นเล็กน้อย ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ
มี 2 เพศในดอกเดียวกัน มีเกสรตัวผู้และตัวเมียเป็นจำนวนมาก มีทั้งดอกชั้นเดียวและดอกซ้อน การจำแนกตามลักษณะสีของดอกแบ่งเป็น 5 ประเภท คือ
1.Single color มีสีของกลีบดอกสีเดียว ไม่ว่าจะเป็นด้านหน้าหรือด้านหลังของดอก และทุก ๆ
กลีบมีสีเหมือนกัน เช่น พันธุ์Christian Dior
2.Multi-color มีสีของกลีบดอกเปลี่ยนไปตามอายุการบานดอก ในช่วงหนึ่งจะมีหลายสี
เพราะบานดอกไม่พร้อมกัน ส่วนมากจะเป็นกุหลาบพวง เช่น พันธุ์ Sambra หรือ Charleston
3.Bi-color มีสีของกลีบดอก 2 สี คือ กลีบด้านในสีหนึ่ง ด้านนอกอีกสีหนึ่ง เช่น พันธุ์ Forty Niner
4.Blend-color มีสีของกลีบดอกด้านในมากกว่า 2 สีขึ้นไป เช่น พันธุ์ Monte Carlo
5.Srtiped color กลีบดอกในแต่ละกลีบมีสีมากกว่า 2 สีขึ้นไป ส่วนใหญ่มักเกิดเป็นสีสลับกันเป็นเส้นตามความยาวของกลีบดอก เช่น พันธุ์ Candy Stripe
พันธุ์ที่ใช้ปลูก.......................
- พันธุ์ดอกสีแดง ได้แก่ คริสเตียนดิออร์ สวาทมอร์ สคาร์เลทไนท์
- พันธุ์ดอกสีชมพู ได้แก่ เบลแองจ์ ควีนอลิซาเบท มีสออลอเมริกันบิวตี้
- พันธุ์ดอกสีแสด ได้แก่ ซุปเปอร์สตาร์ ธัญญา โบเต้
- พันธุ์ดอกสีเหลือง ได้แก่ คิงส์แรนซัม โกลเด้นมาสเตอพิส โบเต้ กลาย
- พันธุ์ดอกสีขาว ได้แก่ มิสตี้เมอร์
- พันธุ์ดอกสีม่วง ได้แก่ บูลมูน
การปลูกและดูแลรักษา...............กุหลาบควรปลูกในฤดูฝนและฤดูหนาวเพราะเป็นช่วงของการเจริญเติบโต
ของกุหลาบ ช่วงที่ดีที่สุดคือช่วงเดือนมิถุนายน เนื่องจากกุหลาบจะมีช่วงการเจริญเติบโตติดต่อกันเป็น
ระยะเวลานานมากกว่า 6 เดือน ซึ่งจะทำให้ได้ต้นกุหลาบที่เติบโตเต็มที่ ดอกมีคุณภาพ กุหลาบเป็นไม้ดอกที่ต้องการแสงแดดจัดอย่างน้อยวันละ 6 ชม. ดังนั้นควรปลูกในที่โล่งแจ้งและอับลม หรือปลูกทางด้านทิศตะวันออกให้กุหลาบได้รับแสงในตอนเช้า ดินมีการระบายน้ำดี วิธีทดสอบง่ายๆ คือขุดดินที่จะปลูกเป็นหลุมลึกประมาณ 50 ซม. แล้วใส่น้ำให้เต็มทิ้งไว้ 2 ชม. ถ้าหากน้ำซึมหายไปหมดจากหลุมแสดงว่าที่นั้นๆ ใช้ปลูกกุหลาบได้ ดินปลูกควรมีค่า pH ประมาณ 5.5-6.5 คือเป็นกรดเล็กน้อยและมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ เวลาที่เหมาะสมในการรดน้ำกุหลาบคือ เวลาเช้าระหว่างที่แสงอาทิตย์ยังอ่อนอยู่ กุหลาบเป็นพืชที่ชอบน้ำ แต่ถ้ารดมากจนน้ำขังก็ไม่ดี ควรหลีกเลี่ยงการรดให้เปียกทั้งต้นและดอก เพราะจะเป็นการช่วยให้เกิดและแพร่โรคได้ง่ายและเร็วขึ้น ถ้ารดจนโชกก็ไม่จำเป็นต้องรดทุกวันก็ได้ กุหลาบต้องการความชื้นและอากาศในดิน ดังนั้นจึง
ควรทำการคลุมดินโดยใช้ หญ้าแห้ง ฟาง เปลือกถั่วลิสง ขุยมะพร้าว หรือแกลบดิบ มาคลุมดินรอบๆ
ต้นกุหลาบหนาประมาณ 2-3 นิ้ว และถ้าเป็นไปได้ก่อนคลุมดินควรหาทางทำให้วัสดุคลุมดินเปียกชื้นก่อน มิเช่นนั้นต้องรดน้ำในระยะแรกๆ บ่อยแลหลายๆ ครั้ง 




................ยี่สุ่น..................
ชื่อวิทยาศาสตร์....................Rosa chinensis jacq. var. minima Voss
ชื่อวงศ์..............................ROSACEAE
ชื่อสามัญ............................Fairy Rose
ชื่ออื่นๆ.............................กุหลาบหนู, กุหลาบหนูจีน
ถิ่นกำเนิด...........................ทวีปเอเซีย
การขยายพันธุ์.....................ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป..........ยี่สุ่นหรือที่ทั่วไปรู้จักกันในชื่อกุหลาบหนู นิยมปลูกเป็นไม้ดอกคลุมดิน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์......ยี่สุ่นเป็นกุหลาบพันธุ์เตี้ยแคระ เป็นพุ่มทึบสีเขียวทั้งต้น สูงประมาณ 1-2 ฟุต ใบเหมือนกับใบกุหลาบทั่วไปแต่จะเล็กกว่า มีสีเขียว ดอกมีหลายสี ดอกมักจะออกพร้อมๆ กัน มีลักษณะเหมือนกับดอกกุหลาบธรรมดา แต่มีขนาดเล็ก ประมาณ 0.5-1 นิ้ว
การปลูกและดูแลรักษา...........ควรปลูกด้วยดินร่วนที่มีความชื้นสูง หมั่นดูแลใส่ปุ๋ยอยู่เสมอ 




.........ดาวเรือง..........
ชื่อวิทยาศาสตร์..........Tagetes spp.
ชื่อวงศ์....................COMPOSITAE
ชื่อสามัญ.................Marigolds
ชื่ออื่นๆ..................ดาวเรือง
ถิ่นกำเนิด................ประเทศเม็กซิโก, อเมริกาใต้
การขยายพันธุ์..........เพาะเมล็ด, ปักชำยอด
ประวัติและข้อมูลทั่วไป....................ดาวเรืองมีถิ่นกำเนิดในประเทศเม็กซิโก ต่อมามีผู้นำเข้าไปปลูกในยุโรป เนื่องจากเป็นไม้ที่ปลูกง่ายเลี้ยงง่าย อีกทั้งดอกมีความสวยงาม จึงเป็นที่นิยมปลูกอย่างแพร่หลาย ใช้เป็นดอกไม้หน้าแท่นบูชาพระนางแมรี และเนื่องจากดอกดาวเรืองดั้งเดิมมีเพียงสีเดียวคือ สีเหลือง จึงเรียกชื่อไม้ดอกชนิดนี้ว่า Mary's gold ต่อมาจึงเพี้ยนไปเป็น Marigolds นอกจากดาวเรืองจะใช้ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้กระถางแล้วยังใช้ประโยชน์เป็นพืชสีโดยใช้เป็นสีย้อมผ้าม
าตั้งแต่สมัยโบราณ และในปัจจุบันยังใช้ดอกดาวเรืองผสมในอาหารสัตว์เป็นอาหารเสริมอีกด้วย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์................ดาวเรืองเป็นไม้ดอกต้นสูง 25-60 ซม. ใบเป็นรูปหอก ปลายแหลม ขอบหยัก ดอกเป็นช่อกระจุกเดี่ยวที่ปลายยอด ดอกวงนอกกลีบดอกเป็นรูปรางน้ำ โคนเป็นหลอดเล็ก ปลายแผ่ ดอกวงในกลีบดอกเป็นหลอดมีหลายสี เช่น สีส้ม เหลืองทอง ขาว และสองสีในดอกเดียวกัน และมีทั้งดอก
ชั้นเดียวและดอกซ้อน พันธุ์ที่ใช้ปลูก เช่น Panther , Red Brocade , Dusty Rust , Midas Touch ,
Matador , Petite Gold
การปลูกและดูแลรักษา....................ดาวเรืองเป็นพืชที่ต้องการแสงแดดจัด จึงควรปลูกในที่กลางแจ้งให้ได้รับแสงแดดโดยตรงอย่างน้อยวันละ 6 ชั่วโมง สามารถเจริญเติบโตได้ในดิน
ทุกชนิด แต่ถ้าจะให้ได้ดาวเรืองที่มีพุ่มต้นสมบูรณ์ ดอกดกใหญ่ และมีคุณภาพ แล้ว ดินที่ใช้ปลูกควรมีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ และมีการระบายน้ำดี การรดน้ำก็เป็นไปตามปกติ นอกเสียจากปลูกดาวเรืองในดินทรายจำเป็นต้องรดน้ำทั้งเช้าและเย็นเพราะดินทรายระบายน้ำได้ดีเกินไป
ดาวเรือง เป็นไม้ดอกที่คนไทยรู้จักกันดีชนิดหนึ่งเนื่องจากปลูกง่าย โตเร็ว คงทนต่อสภาพแวดล้อม
มีสีสันสดใสสะดุดตา ดอกมีลักษณะกลมสวยงาม กลีบดอกจัดเรียงเป็นระเบียบ กลีบดอกยึดแน่นกับฐานดอก
ไม่หลุดง่าย อายุการใช้งานนานประมาณ 7-10 วัน นอกจากนี้ ดาวเรืองยังเป็นพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น
ประมาณ 60-70 วัน ก็สามารถตัดจำหน่ายได้ รวมทั้งดาวเรืองยังเป็นพืชที่ขึ้นได้ดีทุกสภาพพื้นที่และ
ทุกฤดูกาลของประเทศ และเป็นไม้ดอกสามารถทำรายได้ให้กับผู้ปลูกสูง
ในปัจจุบันการปลูกดาวเรืองนอกจากจะปลูกเพื่อตัดดอกขายแล้ว สามารถปลูกลงกระถางหรือถุงพลาสติกเพื่อใช้ประดับตามอาคารบ้านเรือนและสถานที่ต่าง ๆ รวมทั้งมีการปลูกเพื่อเก็บเมล็ดส่งโรงงานอาหารสัตว์อีกด้วย
แหล่งปลูก ดาวเรืองที่สำคัญของประเทศไทย ได้แก่ จังหวัดพะเยา ลำปาง นนทบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี
สมุทรสาคร อุดรธานี และกรุงเทพฯ
เป็นไม้ประดับ (bedding plants) ไม้ตัดดอก(cut flower) ทางด้านสมุนไพร ใช้ใบรสหอมชุ่มเย็น
พอกแผลฝีทาแผลเน่าเปื่อย น้ำคั้นจากใบแก้ปวดหู ดอก แก้ริดสีดวงทวาร แก้วิงเวียนศรีษะ แก้ไอกรน
ไอหวัด แก้เต้านมอักเสบ ทั้งต้น แก้ฝีลม ปวดท้องอย่างแรง เช่น ไส้ติ่งอักเสบ 




.............เล็บนางงามแสล้ม...................ต้นนางแย้มแกมดองดึง
สุพรรณิกากากระทึง............................ดอกราชพฤกษ์ซึกไทรไตร ฯ
.............เล็บนางนวยแน่งน้อย..............พอพึง
นางแย้มแกมดองดึง.............................อีกอ้อย
สุพรรณิกากากระทึง............................บานแบ่ง
ราชพฤกษ์ซึกดวงย้อย..........................พู่เพี้ยงไทรไตร ฯ 





 
ชื่อวิทยาศาสตร์...................Clerodendrum Philippinium
ชื่อวงศ์.............................VERBENACEAE
ชื่อสามัญ..........................Glory Bower
ชื่ออื่นๆ............................Burma Conehead, นางแย้ม
ถิ่นกำเนิด..........................ประเทศไทย, พม่า
การขยายพันธุ์....................ตอนกิ่ง, ปักชำกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป............นางแย้มเป็นต้นไม้ประดับไม่สูงมากนัก มีกลิ่นหอมเย็น ออกดอกเป็นช่อ ออกเป็นพวงดอกเล็กๆ เช่นเดียวกับมะลิซ้อน หลายๆ ดอกซ้อนเรียงรายกัน สวยงามมาก
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์........นางแย้มเป็นพรรณไม้พุ่มลำต้นเตี้ยสูงประมาณ 3-5 ฟุต ใบเป็นใบเดี่ยว
จะออกเป็นคู่ๆ ตรงข้ามกัน ลักษณะใบเป็นรูปใบโพธิ์ ตรงปลายแหลมแต่ไม่มีติ่ง ขอบใบหยักรอบใบ
ออกดอกเป็นช่อ ดอกจะเบียดเสียดติดกันแน่นในช่อ ช่อดอกหนึ่งกว้างประมาณ 4-5 นิ้ว ลักษณะดอกย่อยคล้ายดอกมะลิซ้อนสีขาว บานเต็มที่ประมาณ 1 นิ้ว ดอกย่อยมีกลีบเลี้ยงสีม่วงแดง
เป็นหลอดสั้น ปลายแยก 5-6 แฉก ดอกย่อยบานไม่พร้อมกันและบานนานหลายวัน มีกลิ่นหอมมาก
ทั้งกลางวันและกลางคืน ออกดอกตลอดปี
การปลูกและดูแลรักษา............นางแย้มนั้นสามารถทนแดดและฝนได้เป็นอย่างดี ปลูกไว้กลางแจ้ง
จะได้ดอกใหญ่และสวยกว่า ดินปลูกควรเป็นดินร่วนซุยมีธาตุอาหารเพียงพอและมีความชื้นสูง นางแย้มเป็นไม้ที่ต้องการน้ำมากดังนั้นจึงจำเป็นต้องรดน้ำเป็นประจำอย่าให้ขาด
สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา
ใบ – ใช้ประคบรักษาไขข้ออักเสบ รักษาโรคผิวหนัง
ราก – ใช้แก้ไข้ บำรุงประสาท ใช้รากฝนกับน้ำปูนใส ทารักษาเริมหรืองูสวัด ต้มรับประทานแก้ฝีภายใน
ขับปัสสาวะ ไตพิการ
........ไม้ต้นนี้เป็นพันธุ์ไม้พุ่มขนาดย่อม สูงอย่างโตเต็มที่ประมาณ 1 - 1.5 เมตร ใบโตสีเขียวแก่ มีดอกออกเป็นช่อตามปลายๆกิ่ง ช่อใหญ่ ดอกในช่อแต่ละดอกก็โตปานๆกันกับดอกมะลิซ้อน สีขาว มีกลีบหุ้มข้างนอกสีม่วงแดง มีกลิ่นหอมมาก ส่งกลิ่นเวลาเย็นๆ เรื่อยไปตลอดจนกระทั่งโรย
การปลูกจะใช้กิ่งชำ หรือตอน หรือใช้เมล็ด ได้ทั้งนั้น แต่เมล็ดมักไม่ค่อยมี
นางแย้มชอบที่มีแสงแดดรำไรมากว่าแดดจัด ถ้าดินชุ่มชื้นดี จะออกดอกเป็นระยะๆตลอดทั้งปี
ดอกในช่อดกและแน่น เรียงตัวลดหลั่นเป็นพุ่มเตี้ยๆ สวยงามประหนึ่งช่อดอกไม้ที่จัดไว้ ผิวใบสากระคายมือ ทำให้เกิดอาการระคายเคืองผิว และเป็นผื่นคันได้สำหรับบางคนที่แพ้ นางแย้มเป็นพันธุ์ไม้
ในวงศ์เดียวกับผีเสื้อแสนสวย พนมสวรรค์ และสัก ถิ่นกำเนิดจากเขตกึ่งร้อนของเอเซีย ในประเทศจีน และญี่ปุ่น




............เล็บมือนาง............
ชื่อวิทยาศาสตร์................Quisqualis indica L.
ชื่อวงศ์............................COMBRETACEAE
ชื่อสามัญ.........................Chinese Honey Suckel Ragoon Creeper
ชื่อท้องถิ่น......................เล็บนาง จะมั่ง ไม่หม่อง
ลักษณะวิสัย....................ไม้เลื้อย
ลักษณะ..........................ไม้เลื้อยเถาใหญ่ แข้งแรง เปลือกลำต้นสีน้ำตาลคล้ำ แตกกิ่งพุ่มแน่น
ใบเป็นใบเดี่ยวรูปหอก ปลายใบเรียวแหลม มีขนละเอียดปกคลุม ออกดอกเป็นช่อ ออกดอกเป็นช่อ ดอกย่อยมีขนาดเล็กก้านดอกยาว มีกลีบดอก 5 กลีบ ออกดอกดกมากระยะดอกเริ่มบานสีขาว
แล้วเปลี่ยนเป็นสีชมพู มีกลิ่นหอมจัดเวลากลางคืน
การกระจายพันธุ์..............เอเชียเขตร้อน
ประโยชน์........................ใบ ตำพอกแผล ฝี เมล็ดมีกรด quisualic ใช้ขับพยาธิใส้เดือนในเด็ก แก้ตานขโมยหากใช้เกินขนาดทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน เวีนยศรีษะ
ความสำคัญ.....................นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับสวยงาม ปลูกประดับตามซุ้ม หรือเลื้อยเกาะรั้ว