.........หว้า.........
พันธุ์ไม้ประจำจังหวัด ..........เพชรบุรี
ชื่อพันธุ์ไม้......................หว้า
ชื่อสามัญ ......................Jambolan Plum, Java Plum, Black Poum, Black Plum
ชื่อวิทยาศาสตร์ .............Syzygium cumini (Linn.) Skeets
วงศ์ ..............................MYRTACEAE
ชื่ออื่น ............................ห้าขี้แพะ (เชียงราย)
ลักษณะทั่วไป .................เป็นไม้ยืนต้นสูง 10 25 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกตรงข้าม แผ่นใบรูปรีหรือรูปไข่กลับ ปลายใบแหลม โคนใบมน ดอกสีขาว ออกเป็นช่อตามง่ามใบ เกสรยาวเป็นพู่ ผลเป็นผลสดรูปรี
ขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ด
สภาพที่เหมาะสม............สภาพดินร่วนที่อุดมสมบูรณ์
ถิ่นกำเนิด........................เอเชียเขตร้อน จากอินเดียถึงมาเลเซีย


.....กาฝาก.......
.....กาฝาก (parasites) เป็นพืชที่อาศัยเกาะขึ้นกับพืชอื่น และแย่งอาหารจากพืชที่เกาะอยู่และบางชนิดก็แย่งอาหารจากพวกกา ฝากด้วยกัน พืชพวกกาฝากจะมีรากชนิดหนึ่ง เรียกว่า รากเบียน (haustoria) ที่แทงทะลุเหลือกไม้เข้าไปถึงขั้นเยื่อสร้างความเจริญเติบโต ( Cambium) ของพืชที่เกาะอาศัยอยู่ พืชกาฝากแบ่งออกเป็น 2 พวก คือ
2.1 พวกเบียนลำต้นเป็นพืชในวงศ์ลอแรนทาซิอี (Loranthaceae) ซึ่งมีหลายสกุล และมากมายหลายชนิด พบขึ้นทั่วไปตามต้นไม้ต่าง ๆ และมักเรียกชื่อตามต้นไม้ที่เกาะเบียนอยู่ เช่น กาฝาก มะม่วง กาฝากก่อตาหมู เป็นต้น
2.2 พวกเบียนราก มีหลายวงศ์ เช่น
....วงศ์ขนุนดิน (Balanophoraceae) อาศัยเกาะกินรากต้นไม้ป่าชนิดต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น ขนุนดิน ลำต้นแยกแขนงสั้น ๆ ชิดกันเป็นกระปุกใหญ่สีน้ำตาล ผิวขรุขระ ส่วน โหราเท้าสุนัข ซึ่งใช้เป็นสมุนไพรชนิดหนึ่งนั้น ลำต้นแยกแขนงค่อนข้างห่างกัน
....วงศ์ดอกดิน (Orobanchaceae) อาศัยเกาะกินอาหารจากรากไผ่
....วงศ์บัวผุด (Rafflesiaceae) ได้แก่ กระโถน ฤาษี ดอกตูม เป็นก้อนกลม ๆ สีขาว เวลาบานจะเห็นภายในสีน้ำหมากประเหลือง กลิ่นไม่ชวนดม
........มหาหงส์........
ชื่อวิทยาศาสตร์ ............Hedychium coronarium.
วงศ์ .............................ZINGIBERACEAE
ชื่ออื่นๆ .........................ว่านกระชายเห็น
ลักษณะทั่วไป.................ต้นเป็นเง้าอยู่ใต้ดิน คล้ายแง่งข่า มีลำต้นเหนือดิน เป็นกาบใบที่ซ้อนกันอยู่หลายๆ กาบ ใบมีลักษณะเป็นรูปใบพาย ปลายใบแหลม โคนใบมน พื้นใบสีเขียว ก้านใบกลม แข็ง และสั้น ออกดอกเป็นช่อตั้งขึ้นอยู่ปลายยอด มีกลิ่นหอม เมื่อดอกใกล้โรยจะมีสีแดง
การปลูก...........................ให้ปลูกในดินร่วนหรือดินบนทราย ชอบแดดรำไร น้ำปานกลาง ควรรดด้วยน้ำทุกเช้าเย็น หากปลูกใส่กระถางก้นตื้น ปากกว้าง จะแตกหัวใหม่ได้รวดเร็ว
การขยายพันธุ์...................โดยการแยกหน่อ
ความเป็นมงคล.................มีอานุภาพด้านเมตตามหานิยม เมื่อปลูกเลี้ยงไว้จะทำให้เป็นที่เมตตาของผู้คน และผู้เลี้ยงจะได้รับโชคลาภอยู่เสมอ
........มะเดื่อ...........
ชื่อวิทยาศาสตร์ ............Ficus racemosa Linn
ชื่อวงศ์ .........................MORACEAE
ชื่อท้องถิ่น
.....อุดรธานี-อีสาน เรียก หมากเดื่อ
.....แม่ฮ่องสอน-กะเหรี่ยง เรียก กูแช
ลำปาง เรียก มะเดื่อ
.....ภาคกลาง เรียก มะเดื่ออุทุมพร มะเดื่อชุมพร มะเดื่อเกลี้ยง
.....ภาคเหนือ-กลาง เรียก มะเดื่อ เดื่อเกลี้ยง
.....ภาคใต้ เรียก เดื่อน้ำ
ลักษณะทั่วไป.......................มะเดื่อเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูงประมาณ 1020 เมตร ลำต้นเกลี้ยงสีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนเทา กิ่งอ่อนสีเขียว หรือสีเขียวในน้ำตาล กิ่งแก่มีสีน้ำตาลเกลี้ยง หรือมีขนปกคลุม ใบ เป็นใบเดี่ยว ออกแบบสลับ ใบบาง รูปไข่หรือรูปหอก ขอบใบเรียบ ปลายใบแหลม ฐานใบมนหรือกลม ผิวใบเกลี้ยง หรือมีขน ไม่หลุดร่วงง่าย ดอก ออกเป็นช่อ ช่อดอก มีก้านเกิดเป็นกลุ่มบนกิ่งสั้นๆ ที่แตกออกจากลำต้น และกิ่งขนาดใหญ่ ผล รูปกลมแป้นหรือรูปไข่ มีขน ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น เมื่อฉีกออกจะพบเกสรเล็กๆ อยู่ภายในผล ผลสุกมีสีแดง
การปลูก.....................มะเดื่อขึ้นในธรรมชาติบริเวณป่าดิบชื้น บริเวณริมแม่น้ำลำคลอง ริมลำธาร หรือปลูกตามบ้านและริมทาง พบได้ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด
สรรพคุณทางยา.............เปลือกต้น รสฝาด แก้ท้องร่วง ชะล้างบาดแผล สมานแผล แก้ประดง ผื่นคันแก้ไข้ท้องเสีย ไข้รากสาดน้อยและแก้ธาตุพิการ ,ราก รสฝาดเย็น แก้ไข้ กระทุ้งพิษไข้ ถอนพิษไข้ และแก้ท้องร่วง ,ผล รสฝาดเย็น แก้ท้องร่วง และสมานแผล ,ผลสุก เป็นยาระบาย
คติความเชื่อ.................มะเดื่อเป็นไม้ดั้งเดิมที่สัมพันธ์กับความเชื่อและประเพณีของคนไทย มะเดื่อเป็นไม้มงคลที่กำหนดปลูกในทิศเหนือ ได้มีการบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์กรุงศรีอยุธยาและกรุงศรีรัตนโกสินทร์ว่า มีการนำไม้มะเดื่ออุทุมพรมาทำเป็นพระที่นั่ง กระบวยตักน้ำมันเจิมถวาย และหม้อน้ำที่กษัตริย์ใช้ถวายน้ำทำด้วยไม้อุทุมพร ในพระราชพิธีราชาภิเษกของกษัตริย์ มะเดื่อได้ถูกบันทึกไว้ในตำนานของชาวฮินดูว่าเป็นไม้มงคล และเป็นที่นับถือของคนไทย พม่า มอญ มาแต่โบราณ
.........นมแมว............
ชื่อวิทยาศาสตร์............Rauwenhoffia siamensis
ชื่อวงศ์.........................ANNONAEAE
ชื่อสามัญ .....................Nom-Maew
ถิ่นกำเนิด......................ประเทศไทย
การขยายพันธุ์................เพาะเมล็ด, ตอนกิ่ง
ประวัติและข้อมูลทั่วไป .........เป็นพรรณไม้ไทย พบตามชายป่าชื้นทางภาตใต้ และภาคกลางของประเทศไทย
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ........นมแมวเป็นไม้พุ่มกึ่งเลื้อย ขนาดไม่สูงนัก สูงประมาณ 1-2 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยวออกเป็นคู่ ลักษณะของใบเป็นรูปหอก โคนใบมน ปลายใบแหลมยาวประมาณ 3 นิ้ว ดอกสีเหลือง มี 6 กลีบ แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ กลีบดอกแข็งและสั้น เมื่อบานเต็มที่มีขนาดประมาณ 0.5 นิ้ว กลิ่นหอมแรงในเวลาเย็นถึงค่ำ
การปลูกและดูแลรักษา .........เป็นที่ชอบแดดจัดและต้องการความชื้นสูง ขึ้นได้ดีในสภาพดินเกือบทุกชนิด ในหน้าฝนจะให้ดอกดกมาก