Untitled Document
เรื่อง
ชนิดของคำไทย
โดย
http://www.dek-d.com

ชนิดของคำไทย

ชนิดของคำไทยออกเป็น ๗ ชนิดดังนี้

๑. คำนาม

๒. คำสรรพนาม

๓. คำกริยา

๔. คำวิเศษณ์

๕. คำบุพบท

๖. คำสันธาน

๗. คำอุทาน

คำนาม

๑.สามานยนาม หรือนามทั่วไป คือ คำที่เป็นชื่อ หรือใช้เรียกชื่อทั่วไปของคน สิ่งของ ฯลฯ เช่น นก คน หนู กุหลาบ บ้าน เป็นต้น และรวมถึงคำสามานยนามย่อยของสามานยนามหลัก เช่น นกเอี้ยง คนไทย หนูนา กุหลาบเถา บ้านทรงไทย เป็นต้น คำเหล่านี้จัดเป็นสามานยนามเช่นกัน

๒. วิสามานยนาม หรือคำนามชี้เฉพาะ คือ คำที่เป็นชื่อหรือใช้เรียกชื่อเฉพาะเจาะจงของคน สิ่งของ เป็นต้น

๓. สมุหนาม หรือคำนามรวมหมู่ คือ คำนามที่เป็นชื่อคน สิ่งของที่อยู่รวมกันเป็นหมู่ เป็นพวก

๔. ลักษณนาม หรือคำนามบอกลักษณะ คือ คำนามที่ทำหน้าที่ประกอบนามอื่น เพื่อแสดงรูปลักษณะ ขนาด หรือประมาณของนามนั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น ปืน ๓ กระบอก กระสุนปืน ๕ นัด อวน ๑ ปาก พระภิกษุ ๓ รูป ไม้กระดาน ๕ แผ่น เป็นต้น

๕. อาการนามหรือคำนามบอกอาการ เป็นคำนามซึ่งตามปกติเป็นคำกริยาและคำวิเศษณ์ เมื่อมีคำ “การ” หรือ “ความ” มานำหน้าคำกริยาและคำวิเศษณ์นั้น ๆ และอยู่ในตำแหน่งของคำนามเรียกว่า อาการนาม

*ข้อสังเกต - - คำว่า “การ” และ “ความ” ถ้ามิได้นำหน้าคำกริยาและคำวิเศษณ์ ก็มิใช่อาการนาม

คำสรรพนาม

สรรพนาม คือ คำที่ใช้แทนคำนาม กล่าวคือ เป็นคำที่ใช้แทนชื่อ คน สิ่งของต่าง ๆ ทั้งปวง ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อนั้นซ้ำ ๆ กัน และหลีกเลี่ยงการเรียกชื่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งตรง ๆ สรรพนามแบ่งออกเป็น ๖ ชนิด ดังนี้

๑. บุรุษสรรพนาม (บุ-หรุด-สับ-พะ-นาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนชื่อบุคคล แบ่งเป็น ๓ พวกดังนี้

๑.๑ บุรุษสรรพนามที่ ๑ หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้พูด ได้แก่คำว่า ฉัน ข้าพเจ้า กู ตู เรา ผม กระผม เผือ ฯลฯ

๑.๒ บุรุษสรรพนามที่ ๒ หมายถึงสรรพนามที่ใช้แทนตัวผู้ฟัง ได้แก่คำว่า มึง แก สู เอ็ง ใต้เท้า ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ฯลฯ

๑.๓ บุรุษสรรพนามที่ ๓ สรรพนามที่ใช้แทนชื่อผู้ที่จะกล่าวถึง ได้แก่คำว่า เขา ท่าน มัน พระองค์ ฯลฯ

๒. วิภาคสรรพนาม (วิ-พาก-คะ-สับ-พะ-นาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนามข้างหน้า เพื่อจำแนกนามนั้นออกเป็นส่วนๆ บางคำใช้แทนนามบอกความซ้ำกันได้แก่ บ้าง ต่าง กัน

๓. นิยมสรรพนาม (นิ–ยม–มะ–สับ–พะ–นาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนาม เพื่อบ่งบอกระยะทางหรือตำแหน่งของนามนั้นอย่างชัดเจนแน่นอนกำหนดให้รู้ความใกล้ ไกล ของนามที่ กล่าวถึง ได้แก่ นี่ นั่น โน่น นู้น พู้น โพ้น เช่น นี่ของใคร

๔. อนิยมสรรพนาม (อะ-นิ-ยม-มะ-สับ-พะ-นาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนาม แล้วบอกความกำหนดไม่แน่นอนลงไปว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้ ได้แก่ ใคร อะไร ไหน ใด ๆ อื่น ๆ ผู้หนึ่งผู้ใด ชาวไหน เช่น ใครๆก็ไม่รัก

๕.ปฤจฉาสรรพนาม (ปริด–ฉา–สับ–พะ–นาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนนามแล้วมีเนื้อความเป็นคำถาม ได้แก่ ใคร อะไร ไหน ผู้ใด เช่น ใครลืมหนังสือ

๖. ประพันธสรรพนาม (ประ–พัน–ทะ–สับ–พะ–นาม) คือ สรรพนามที่ใช้แทนคำนาม หรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า ได้แก่ คำต่อไปนี้ ผู้ ที่ ซึ่ง อัน หรืออาจเป็นคำประสมกับลักษณนาม เช่น ผู้ที่ อันที่ ตัวที่ ลูกที่ นัดที่ ฯลฯ

คำกริยา

กริยา คือ คำที่แสดงกิริยาอาการของนามหรือสรรพนามหรือแสดงการกระทำของประธานในประโยค คำกริยาแบ่งเป็น ๔ ชนิด คือ

๑. อกรรมกริยา หรือกริยาไม่ต้องมีกรรม ได้แก่ นั่ง ยืน เดิน นอน ไป หลับ กระโดด ล้ม เป็นต้น

๒. สกรรมกริยาหรือกริยามีกรรม เป็นกริยาที่ต้องมีกรรมมารับข้างท้ายจึงจะได้ใจความสมบูรณ์

ข้อสังเกต : คำกริยาบางคำเป็นได้ทั้งอกรรมกริยาและสกรรมกริยา

๓. วิกตรรถกริยา หรือกริยาส่วนเติมเต็ม ต้องอาศัยคำนาม คำสรรพนาม หรือคำวิเศษณ์ มาขยายข้างหลังเนื้อความ เช่น ฉันเป็นครู - -วิกตรรถกริยาคือ “เป็น”

๔. กริยานุเคราะห์ หรือ คำช่วยกริยา เป็นกริยาประกอบหรือช่วยกริยาหลักในประโยคให้แสดงความหมายได้ชัดเจนครบถ้วน

๔.๑ คำช่วยกริยาที่จะมีความหมายก็ต่อเมื่อได้ช่วยคำกริยาชนิดอื่นเท่านั้น ได้แก่ อาจ ต้อง คง น่าจะ คงต้อง จง โปรด ช่วย แล้ว ควร ได้ ได้…แล้ว เคย เคย…..แล้ว ฯลฯ

๔.๒ คำช่วยกริยาที่ไม่มีความหมายเป็นของตนเอง ต้องอาศัยคำกริยาชนิดอื่น จึงจะเกิดความหมาย และความหมายอาจเปลี่ยนไปได้ตามความประสงค์ของผู้กล่าว มักจะอยู่ท้ายประโยค ได้แก่ ซิ นะ หรอก เถิด ฯลฯ

คำบุพบท

หลักภาษาไทย หมายถึง คำหรือบทที่ใช้นำหน้าคำนาม คำสรรพนาม คำกริยาหรือคำวิเศษณ์ ทำหน้าที่เชื่อมคำ หรือกลุ่มคำที่อยู่ข้างหน้าและหลังเพื่อแสดงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงกัน หน้าที่หลักของคำบุพบทมีดังนี้

๑. นำหน้าคำที่ทำหน้าที่เป็นกรรม (ผู้ถูกกระทำ) ได้แก่คำว่า ซึ่ง สู่ ยัง แก่ ตัวอย่างเช่น

๒. นำหน้าคำที่ทำหน้าที่เป็นเจ้าของ ได้แก่คำว่า แห่ง ของ ตัวอย่างเช่น สนามกีฬาแห่งชาติ

๓. นำหน้าคำเพื่อบอกลักษณะที่เป็นเครื่องใช้หรือมีอาการร่วมกัน หรือบอกลักษณะเป็นผู้รับ ได้แก่คำว่า ด้วย กับ ทั้ง โดย ตาม แก่ เพื่อ ต่อ สำหรับ เฉพาะ เป็นต้น

๔. นำหน้าคำเพื่อบอกเวลา ได้แก่คำว่า เมื่อ ใน ณ แด่ ตั้งแต่ จน กระทั่ง สำหรับ เฉพาะ เป็นต้น

๕. นำหน้าคำเพื่อบอกสถานที่ ได้แก่คำว่า ใน ที่ เหนือ บน ใกล้ ไกล ชิด ตัวอย่างเช่น น้องอยู่ที่บ้าน

๖. นำหน้าคำเพื่อบอกประมาณ ได้แก่คำว่า ทั้งสิ้น หมดทั้ง พอ เกือบ ประมาณ สัก ราว เป็นต้น

**ข้อสังเกต**

๑. คำบุพบทบางคำอาจใช้เป็นคำสันธานได้ แต่ถ้าแยกกันได้เป็น ๒ ความหรือ ๒ ประโยคคำเชื่อมนั้นเป็นคำสันธาน ตัวอย่างเช่น

- เขาเดินทางมาถึงแต่เช้าตรู่ - บุพบท

- เขามาเช้าแต่น้องมาสาย - สันธาน

๒ การใช้คำบุพบท แก่ แด่ กับ ต่อ

๒.๑ แก่ ใช้เมื่อประธานเป็นผู้กระทำฝ่ายเดียวและแสดงว่า นามหรือสรรพนามที่ตามมาจะเป็นผู้รับอาการกระทำ เช่น ครูให้รางวัลแก่นักเรียนที่ขยันทำกิจกรรม นอกจากนี้ “แก่” มักจะใช้ตามหลังกริยา ดังนี้

๒.๑.๑ คำกริยาที่มีความหมายเกี่ยวกับการบอก เช่น บอก เล่า กล่าว แจ้ง แถลง ชี้แจง บรรยาย ว่า เปิดเผย อธิบาย เป็นต้น ดังตัวอย่าง

- อธิการบดีแถลงข่าวการจัดงานเดิน–วิ่ง การกุศลแก่บรรดาสื่อมวลชน

๒.๑.๒ มักใช้ตามหลังคำกริยาที่มีความหมายว่า “ให้” เช่น บริจาค แบ่งปัน

อุทิศ มอบ พระราชทาน แจกจ่าย เป็นต้น ดังตัวอย่าง เขาบริจาคอวัยวะแก่สภากาชาดไทย

๒.๒ แด่ ใช้แทน “แก่” ในกรณีดังนี้

๒.๒.๑ ใช้กับผู้นับถือสูงสุด เช่น นักศึกษาร่วมใจมอบของที่ระลึกแด่อาจารย์

๒.๒.๒ ใช้เพื่อให้เกียรติยกย่อง เช่น ขอมอบแหวนนี้แด่เธอ

๒.๓ กับ ใช้เมื่อประธานและบทขยายกริยาทำร่วมกัน เช่น เขาทะเลาะกับเพื่อน

๒.๔ ต่อ เป็นการแสดงความเกี่ยวข้องกับความติดต่อกัน เช่น

- เขายื่นคำร้องต่อศาล

- เขารายงานตัวต่อผู้บังคับบัญชา


คำสันธาน

ลักษณะการใช้คำสันธานเพื่อเชื่อมต่อมี ๔ ลักษณะคือ

๑. เชื่อมคำกับคำ ได้แก่ คำว่า และ กับ

๒. เชื่อมประโยคกับประโยค ได้แก่ คำว่า หรือ และ เพราะ เพราะ…จึง แต่ เป็นต้น

๓. เชื่อมข้อความกับข้อความ ได้แก่คำว่า เพราะฉะนั้น แม้ว่า….ก็ เพราะ….จึง เป็นต้น

๔. เชื่อมความให้สละสลวย ได้แก่คำว่า ก็ อันว่า อย่างไรก็ตาม อนึ่ง เป็นต้น

** ข้อสังเกต **

เนื่องจากหน้าที่สำคัญของคำสันธาน ได้แก่ การเชื่อมคำ ประโยค และข้อความ ให้เกี่ยวเนื่องกันนั้น ส่วนใหญ่เราจะเห็นคำสันธานในประโยคความรวม เป็นคำเชื่อมในประโยคความรวมอะ

คำอุทาน

คำอุทาน เป็นคำที่เปล่งออกมาโดยไม่คำนึงถึงความหมาย แต่เน้นที่การแสดงอารมณ์ แบ่งออกเป็น ๒ ชนิด ดังนี้

๑. คำอุทานบอกอาการ คือ คำอุทานที่เปล่งออกมาเพื่อให้รู้อาการต่าง ๆ ของผู้พูด เช่น อาการดีใจ เสียใจ ตกใจ และประหลาดใจ เป็นต้น ได้แก่คำว่า เอ๊ะ โอ๊ย อ๊ะ เฮ่ เฮ้ย โธ่ อนิจจา แหม ว้า ว้าย วุ้ย เป็นต้น อนึ่ง หลังคำอุทานพวกนี้มักมีเครื่องหมายอัศเจรีย์ (!) กำกับ

๒. คำอุทานเสริมบท คือ คำอุทานที่ใช้เป็นคำสร้อยหรือเสริมบท เพื่อให้เสียงหรือความกระชับสละสลวยขึ้น แบ่งออกได้เป็น ๓ ชนิด คือ

๒.๑ คำอุทานเสริมบทที่ใช้เป็นคำสร้อย ส่วนมากพบเป็นคำขึ้นต้นและลงท้ายบทประพันธ์ เช่น

- โอ้ศรีเสาวลักษณ์ล้ำ แลโลม โลกเอย

๒.๒ คำอุทานเสริมบทที่ใช้เป็นคำแทรกระหว่างคำหรือข้อความ ได้แก่คำว่า นา เอย เอ่ย เอ๋ย โวย ฯลฯ ดังตัวอย่าง

- เด็กเอ๋ยเด็กน้อย

๒.๓ คำอุทานเสริมบทที่ใช้เป็นคำเสริม เพื่อต่อถ้อยคำข้างหน้าให้ยาวออกไป แต่ไม่ต้องการความหมาย เช่น 

วัดวาอาราม เป็นต้น